สัปดาห์ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยเรื่องต่าง ๆ มากมาย และยังไม่จบ
ขอบล็อกสั้น ๆ เรื่องงาน "รี้ดแค้มป์" หรือ ReadCamp งานสไตล์บาร์แค้มป์ (BarCamp) ที่เรียกว่า "อสัมมนา" (Unconference) ง่าย ๆ คือทุกคนที่มางานต้อง "มีส่วนร่วม" โดยการเสนอหัวข้อที่จะพูด ถ้าอกหักไม่ได้พูดก็พยายามแสดงความคิดเห็น เป็นวัฒนธรรมของการแลกเปลี่ยนกัน
เนื่องจากขี้เกียจแทรกรูป กรุณาไปดูรูปถ่ายประกอบการอ่านได้ที่ http://picasaweb.google.com/tewzon/ReadcampPreparation และ http://picasaweb.google.com/tewzon/Readcamp
ผมไปฟังมาหลายหัวข้ออยู่ด้วยกัน หัวข้อแรกคือ "อ่าน 'ภาพคน' ในมุกตลกฝรั่ง" โดยคุณ "นักเรียนการแปล" พูดถึงเรื่องการสร้างเรื่องตลกจากการมองแบบเหมารวม (Stereotype) ของฝรั่ง เช่น สาวบลอนด์ต้องสวยแต่โง่ หรือคนบ้านนอกที่มักจะมีเพศสัมพันธ์กันเองในครอบครัว (Incest)
ต่อมาของคนกันเอง คือ @idiotao ในหัวข้อ "อ่านไม่ออก" พูดเรื่องการใช้ภาษาที่ทำให้เราอ่านไม่ออกหรือเข้าใจผิด เช่น พาสาวัยรุ่นงุงิ การใช้ค่ะ/คะ หรือการใช้ภาษาอังกฤษแบบผิดหลักไวยากรณ์
ต่อมาหัวข้อ "ลักษณะจำเพาะของมหากาพย์" โดย @markpeak ได้จำแนกคุณสมบัติที่มหากายพ์พึงมี และอธิบายว่าเรื่องไหนมีหรือไม่มีอย่างไร ผมไม่ได้จดมาละเอียด รอเจ้าตัวเขาอัพโหลดก่อน ติดตามจากบล็อกของเขาละกัน
แล้วก็พักกินข้าว ขึ้นมาพบว่าหัวข้อของผมเองถูกเลือกไปสองอันคือ "94 ปี หนังสือนักศึกษา" กับ "อ่านสติกเก้อร์ท้ายรถ" แต่ยังไม่ถึงเวลา ก็ปั่น ๆ สไล้ด์ เพราะทำไม่ทัน!
แต่ก่อนพูด ได้ฟังหัวข้อ "Read Me Read Sugree" โดย @sugree เป็นเรื่องชีวิตในอดีตของเขา ฟังแล้วได้ข้อคิดมากในเรื่องของการใช้ชีวิต การพัฒนาตนเอง อ่านสไล้ด์
มาถึงหัวข้อแรกที่ต้องพูด คือ "94 ปี หนังสือนักศึกษา" ขณะพูด รู้สึกได้เลยว่านี่แหละการโชว์เกรียนของแท้ เพราะว่าคนฟังมีทั้งคุณแป๊ด จากสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด คุณชูวัส จากประชาไท คุณธนาพล จากฟ้าเดียวกัน และท่านอื่น ๆ อีกมาก โอ้ว แล้วข้อมูลผมก็โคตรจะไม่แน่น อ้างอิงจากหนังสือแค่เล่มสองเล่ม ประสบการณ์การทำหนังสือก็ไม่มี (แล้วมึงตั้งหัวข้อนี้ทำไม - ตั้งใจจะพูดเรื่องข้อมูลที่อ่านมานิดหน่อย แล้วคุยกับคนฟัง แต่นั่นล่ะ เตรียมตัวแย่มาก นำการคุยไม่ได้เลย) แต่ประทับใจเพราะได้คำแนะนำ (ติ) กับความคิดเห็นเพียบ
หัวข้อต่อมา (ติดกันเลย) สบาย ๆ หน่อยคือ "อ่านสติกเก้อร์ท้ายรถ" แต่ปัญหามีอยู่ว่าหัวข้อก่อนหน้าเลิกช้า คนเลยไปฟังห้องอื่นกันหมด ทำให้คนฟังห้องผมเป็นกลุ่มเดิม! จากที่ผมเสนอว่าสติกเก้อร์มันบอกสภาพสังคมในช่วงเวลาหนึ่งได้เลยเกิดการขยายต่อไปว่ามันคือการสื่อสารระหว่างชนชั้น ลองนึกดูว่าสิ่งที่แปะเพื่อแสดงออกผ่านรถยนต์เนี่ย ของชนชั้นล่าง (แบ่งตามรายได้) จะเข้าใจง่าย มีอารมณ์ขัน มีจิกกัดชนชั้นที่เหนือขึ้นไปบ้าง ซึ่งแน่นอน พวกคนขับรถเก๋งก็อ่านเข้าใจ เป็นการสื่อสารถึงทุกชนชั้น แต่ในขณะเดียวกัน ของติดรถของชนชั้นกลางขึ้นไป จะเป็นพวกสติกเก้อร์รักในหลวง ชื่อลูก หรือพวกที่ติดกระจกรถ (ซึ่งส่วนมากเป็นชื่อสถาบันการศึกษา และเป็นภาษาอังกฤษ) แสดงให้เห็นว่าพวกชนชั้นกลางขึ้นไปไม่ได้พยายามสื่อสารกับชนชั้นล่างลงมาเลย เพราะชื่อลูกก็รู้อยู่แต่ตัวเอง หรือการใช้ภาษาอังกฤษซึ่งจำกัดการเข้าใจ
รอดชีวิตจากการพูดเองก็มาฟังห้องของคนกันเองอีกคน คือ @molek กับการ์ตูนสุดฮิต (ในหมู่นักศึกษาปริญญาโทขึ้นไป!) คือ Ph.D Comics ซึ่งผู้บรรยายบอกว่ามันตรงกับชีวิตเขาเยอะมาก (ซึ่งนั่นหมายความว่าชีวิตของเขาค่อนข้างน่าเศร้าทีเดียว)
พอถึงตรงนี้ก็เริ่มง่วง (ตอนนั้นนะ ไม่ใช่ตอนที่พิมพ์นี่) เลยแวบไปดูงาน Asiatopia ที่กำลังจัดแสดงอยู่ภายในหอศิลป์นี่เช่นกัน แต่ไว้จะมาเขียนแยกอีกเอนทรี่หนึ่งทีหลัง
กลับลงมาก็ใกล้เลิกงานพอดี ก็เก็บข้าวเก็บของ ขนข้าวขนของ แล้วก็อพยพกันไปกินข้าวที่สวนหลวง
จบ!
เจ๋งดีว่ะ
โฮ่ แต่มีคนบอกว่า สองหัวข้อนี้ (๙๔ ปีหนังสือนักศึกษา กับสติ๊กเกอร์ท้ายรถ) เป็นเซสชั่นที่ดีมากๆ และน่าประทับใจมากๆ ของงานล่ะ!!!
มาดูแล้วนะ
ทิ้งไว้สักคำแล้วกัน
"ขับเร็วแดกม้า ขับช้าหมาไม่แดก"
แวะมาเยี่ยมครับ ขอบคุณมากครับที่เขียนถึงใน blog นี้ เจอกันครั้งหน้านะครับ...
Add your comment